รศ.ดร.พานิช วุฒิพฤกษ์  ภาควิชาครุศาสตร์โยธา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยเกี่ยวกับ  ความเป็นมาในการทำงานวิจัยเรื่อง คุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินที่เสริม  โดยระบบรากพืชแบบผสมผสาน สำหรับงานป้องกันลาดคันดิน (กรณีศึกษารากกระถินเทพาและหญ้าแฝก) ที่ได้รับรางวัลบทความชนะเลิศ จากสมาคมทางหลวงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่  1 เมษายน 2551 สมาคมทางหลวงแห่งประเทศไทย  ได้จัดประกวดบทความวิจัย “มุมมองใหม่กับการพัฒนางานทางสู่สากล” เป็นบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาวิศวกรรม ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากความชัดเจน ความสำคัญ แนวคิดและการนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ บทความชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมประกาศเกียรติคุณ
งานวิจัยนี้มีเป้าหมาย เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินที่เสริมด้วยระบบรากพืช แบบผสมผสานระหว่างกระถินเทพาและหญ้าแฝก รวมทั้งศึกษาความสามารถการรับแรงเฉือนของดินในสนาม ซึ่งเสริมด้วยรากกระถินเทพา และหญ้าแฝกที่มีอายุการปลูก และระยะห่างการปลูกต่างกัน โดยเป็นการปลูกในแปลงทดลองที่ มจพ. ปราจีนบุรี โดยคำนึงถึงผลที่ได้จากการวิจัยให้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริเวณที่เกิดปัญหาได้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดศึกษารายละเอียด เชิงวิศวกรรมของระบบรากพืชแบบผสมผสาน
        งานวิจัยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และได้รับความร่วมมือด้านสถานที่จาก มจพ. ปราจีนบุรี โดยมีแนวคิดในการวิจัย และการนำไปใช้กับระบบรากพืชแบบผสมผสานระหว่างรากหญ้าแฝก และรากกระถินเทพาที่มีความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินที่มี แนวโน้มการพิบัติจะมีค่าเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณ และการกระจายตัวของโครงข่ายราก ที่ฝังตัวอยู่ในดิน อาจกล่าวได้ว่าการกระจายตัวของต้นไม้ ในบริเวณพื้นที่ที่มีแนวโน้มการพิบัติจะเสริมให้ค่าการยึดเกาะปรากฏสูงขึ้น (Apparent Cohesion) เนื่องจากความแข็งแรงของรากพืช เป็นที่ทราบดีว่า รากหญ้าแฝกให้ประสิทธิผล ในแง่การควบคุมการกัดเซาะของหน้าดิน โดยมีระบบรากที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก และชุ่มน้ำ รากหญ้าแฝกสามารถหยั่งลึกลงในดิน และทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงแก่ดินได้ในระดับตื้น ส่วนกระถินเทพา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มี ระบบรากแข็งแรงกว่าหญ้าแฝก อีกทั้งสามารถหยั่งลงในดินทั้งแนวราบและแนวดิ่ง โดยทั่วไปแล้วลำต้นพืชจะ ทำหน้าที่เสมือนเสาค้ำจุนที่ช่วยยึดดินไว้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันเมื่อดินพยายามเคลื่อนที่ผ่าน หรือเคลื่อนที่รอบแนวแถวของต้นไม้  ดินจะอัดตัวกันเกิดเป็นรูปโค้ง ซึ่งสามารถรับแรงอัดได้ดี  และในสภาพธรรมชาติต้นไม้มักเจริญเติบโตแบบยักเยื้องไม่เป็นระเบียบ ช่วยทำให้เกิดพฤติกรรมการค้ำจุนดิน และการอัดตัวรูปโค้งของดิน จะครอบคลุมลาดดินได้เป็นบริเวณกว้าง การวิจัยครั้งนี้จึงปลูกกระถินเทพา ให้ยักเยื้องแบบสามเหลี่ยมโดยมีระยะห่าง 2 เมตร ขณะที่ปลูกหญ้าแฝก เป็นแถวห่างกัน 1.5 เมตร
       ในช่วงแรกของการวิจัย พบว่าหญ้าแฝกจะโตเร็วกว่ากระถินเทพา ระบบรากหญ้าแฝก จึงส่งอิทธิพลต่อความแข็งแรงของดินและป้องกันลาดดิน ในช่วงที่สองกระถินเทพาจะโตขึ้นเรื่อยๆ  และมีระบบรากแผ่ขยายประสานกับรากหญ้าแฝก ระบบรากแบบผสมผสาน จะส่งอิทธิพลต่อความแข็งแรงของดิน ในช่วงที่สามต้นกระถินเทพา จะโตเร็วมากขึ้นและส่งอิทธิพลต่อความแข็งแรงของดิน ขณะที่หญ้าแฝกจะอยู่ภายใต้ร่มเงาของกระถินเทพา และค่อยๆหมดอิทธิพลไปในที่สุด ในช่วงที่สี่ซึ่งเป็นช่วงสุดท้าย และมีระยะเวลายาวนานพืชพันธ์ท้องถิ่นจะค่อยๆฟื้นคืน ขณะที่กระถินเทพาซึ่ง เป็นไม้ยืนต้นจะโตเต็มที่ ระบบรากของพืชท้องถิ่น และกระถินเทพาจะสอดประสานเข้าด้วยกัน เป็นระบบรากพืชที่แข็งแรงส่งผลให้ลาดดินมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในบริเวณที่เกิดปัญหาได้เป็นอย่างดี
       ลักษณะเด่นของงานวิจัยได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นงานวิจัยที่ สะท้อนปัญหาทางวิศวกรรมที่ความเสียหาย เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีทางธรรมชาติ แก้ปัญหาโลกร้อน เป็นงานวิจัยทางวิศวกรรมที่ไม่มีความซับซ้อน เข้าใจง่ายเพียงแต่ต้องอาศัยความตระหนัก สำนึกรู้และรับผิดชอบต่อประเทศและโลกที่เราได้อิงอาศัย
ดังนั้นหากคำนึงถึงผลลัพธ์เชิงบวก ในการแก้ปัญหาในประเด็นต่างๆ อาทิ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา การลดการใช้ทรัพยากร การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของประเทศ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน การเพิ่มเสถียรภาพแก่ลาดดิน โดยอาศัยความแข็งแรงของระบบรากพืช จึงเป็นแนวทางที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยยึดดินให้มั่นคงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดปริมาณน้ำที่มีอยู่มากในดิน โดยการดูดซึมผ่านระบบรากและระเหย ออกทางใบสู่บรรยากาศ เป็นการสร้างสมดุลทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี และเมื่อพิจารณาหน้าที่ของระบบรากพืชที่แทรกอยู่ในดิน พบว่ารากพืชสามารถยึดมวลดินที่มีความแข็งแรงต่ำไว้ แล้วหยั่งลึกลงยังชั้นดินที่มีความแข็งแรงมากขึ้น หรือชอนไชทะลุผ่านรอยแตกของชั้นหินได้ นอกจากนี้รากพืชที่มี ลักษณะเป็นเส้นใยยาวจะเกาะเกี่ยวกันอยู่ภายใน มวลดินช่วยให้ดินมีเสถียรภาพสูงขึ้น
        สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาครุศาสตร์โยธา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  1518 ถ.พิบูลสงคราม บางซื่อ กรุงเทพฯ  10800  โทรศัพท์ 0-2913-2500-24 ต่อ 3247, 3253  โทรสาร 0-2587-8260  หรือ E-mail : pnv@kmutnb.ac.th

รุ่งนภา : สัมภาษณ์/เขียนข่าว
ขวัญฤทัย : บรรณาธิการข่าว

                                                                                                 

.

 


จำนวนครั้งที่ดูข่าว 1829 ครั้ง