พระคู่หมั้น  คู่พระบารมี

          ต้นเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ นั้น ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วประเทศว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้า นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน รัฐบาลในขณะนั้นพยายามติดตามข่าวนี้ด้วยความเอาใจใส่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ โทรเลขสอบถามไปยังหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร แต่ก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ข่าวนั้น อยู่จนใกล้จะสิ้นเดือนสิงหาคมแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ทรงรับสั่งว่า ยังไม่ได้รับทราบเรื่องนี้เช่นกัน
          ในไม่ช้านัก หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานครหลายฉบับ ได้รายงานข่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาคนโตของท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำสักนักเยมส์ในกรุงลอนดอนเป็นที่แน่นอน โดยได้รับการยืนยันมาจากตำหนักวิลลาวัฒนา โลซานน์ กล่าวคือ หลวงประเสริฐไมตรี ราชเลขานุการประจำโลซานน์ได้มีหนังสือถึงหม่อมเจ้านิกร เทวัญ ราชเลขานุการ (ได้รับวันที่ ๕ กันยายน) ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระกระแสรับสั่งให้แจ้งมาทางรัฐบาลให้ทราบเป็นทางการว่า พระองค์ได้ทรงประกอบพิธีหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร อย่างเงียบๆ แล้ว ณ ที่ประทับในโลซาน ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ และได้แจ้งมาให้ทราบเป็นทางการแล้ว เข้าใจว่าหนังสือดังกล่าวนั้น คงส่งถึงเมืองไทยเรียบร้อย และเชื่อว่าทางรัฐบาลจะได้ประกาศให้ประชาชนทราบในเร็ววัน วันรุ่งขึ้นที่ ๖ กันยายน หม่อมเจ้านิกร เทวัญ ราชเลขานุการ จึงได้ออกมายืนยันข่าวนี้
          เมื่อข่าวการหมั้นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่รู้กันทั่วไปเช่นนี้ ปวงชนชาวไทยจึงใคร่ที่จะรู้ถึงเบื้องหลังของการหมั้นและเรื่องราวของผู้ที่จะมาเป็นพระราชินี หนังสือพิมพ์ไทยฉบับวันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ จึงได้เสนอข่าวว่า
          ในราวเดือนกรกฎาคม ในหลวงได้มีรับสั่งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ไปเฝ้าที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ๓ วัน คือวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒
          ในวันที่ ๑๘ ในหลวงเสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ณ โรงแรมที่พัก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งถึงเรื่องการหมั้นกับหม่อมเจ้านักขัตรมงคลด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์ทรงเจรจาเสร็จแล้ว สมเด็จพระราชชนนีจึงได้เสด็จตามเข้าไป
          วันรุ่งขึ้นที่ ๑๙ กรกฎาคม ก่อนหน้าวันเกิด หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ๒๐ กว่าวันนั้น ในหลวงทรงนำแหวนเพชร ซึ่งทำหนามเตยเป็นรูปหัวใจของพระราชบิดาที่ประทานให้สมเด็จพระราชชะนี ไปพระราชทานแด่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พร้อมกับมีรับสั่งว่า “เป็นแหวนที่มีค่าอย่างยิ่งและเป็นของที่ระลึกด้วย”
          สำหรับข่าวการหมั้นนั้น สืบเนื่องมาจาก เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จจากโลซานน์ เป็นการส่วนพระองค์ไปที่กรุงลอนดอน ผ่านกรุงปารีส โดยที่หนังสือพิมพ์ในกรุงลอนดอนไม่ทราบข่าวเลย พระองค์ทรงประทับอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยที่ตำบล แอบเบิร์นอย่างเงียบๆ จนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันเกิดครบรอบ ๑๗ ปีของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
          ในวาระวันมงคลนี้เอง ตามข่าวเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระธำมรงค์วงหนึ่งให้เป็นของขวัญวันเกิด ซึ่งเป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงหมั้นพระราชชนนี จึงเป็นต้นเหตุของข่าวลืออย่างไม่เป็นทางการว่า ในหลวงทรงหมั้น จนมีการติดตามสอบถามเรื่องราวในเวลาต่อมา
          หลังจากวันเกิดของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน จนกระทั่งวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ จึงได้เสด็จกลับโลซานน์
          สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับผู้ที่จะมาเป็นพระราชินีนั้น ได้รับการเปิดเผยจากผู้ใกล้ชิดว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรด หลังจากที่พระองค์ได้สบพระเนตรที่กรุงปารีสเพียงไม่ถึงปี ดังนั้น ในโอกาสที่ในหลวงเสด็จประพาสเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ก็จะเสด็จไปยังสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งขณะนั้นหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ยังเป็นเอกอัครราชทูตอยู่และพระองค์ได้ทรงรู้จักกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงโปรดการเสด็จประพาสกรุงปารีสโดยทางรถยนต์บ่อยครั้ง จึงทรงคุ้นเคยและได้ประทับฟังเปียโนฝีมือของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งมีความสนใจและมีความสามารถมาตั้งแต่ครั้งอยู่เมืองไทย
          เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประสบอุปัทวเหตุโดยรถยนต์ ได้มีรับสั่งให้โทรเลขเรียกหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ให้ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ทันที หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำธิดาทั้งสองไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โลซานน์ และพักอยู่ ๒-๓ วัน ต่อมาหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระมารดากับหม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร ได้ถวายบังคมลากลับกรุงลอนดอน ส่วนหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยในการฟังเปียโนฝีมือของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรอยู่เสมอ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร พระราชมารดา

          วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า รัฐบาลได้สำเนาจดหมายจากราชเลขานุการประจำพระองค์ในขบวนเสด็จ (คือ หลวงประเสริฐไมตรี) ซึ่งแจ้งมายังราชเลขานุการประจำพระองค์ (คือ หม่อมเจ้านิกร เทวัญ) และสำเนาโทรเลขจากหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนถึงกระทรวงการต่างประเทศ รายงานเรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ
          ในครั้งนั้นรัฐบาลได้มีดำริไว้ก่อนว่า หากข่าวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิยากร จริงแล้ว รัฐบาลจะจัดงานฉลองการมงคลให้ครึกครื้น อันเป็นการถวายความจงรักภักดี แต่เมื่อทราบถึงพระราชประสงค์ในการหมั้นครั้งนี้ว่า พระองค์ทรงได้ทำเป็นการภายใน รัฐบาลจึงไม่อาจขัดพระราชประสงค์ได้ จึงได้โทรเลขถวายพระพรในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย พร้อมกับโทรเลขของประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา
          ข่าววิทยุโทรเลขจากกรุงลอนดอน วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ นั้น ได้รายงานว่า
          “การประกาศข่าวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาแห่งเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ได้ทำให้สถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นที่ซึ่งมีผู้คนไปกันคับคั่งตลอดวันวานแต่บ่ายไปจนถึงค่ำ ส่วนโทรศัพท์ก็ดังอยู่ไม่ขาดระยะ ล้วนเป็นผู้ที่ไปแสดงความยินดีและสอบถามข่าวสำหรับบริการหนังสือพิมพ์อังกฤษและสำนักสื่อข่าวนานาชาติ
          บรรดาหนังสือพิมพ์อังกฤษทั้งปวง ได้พากันลงข่าวทรงหมั้นของพระเจ้าอยู่หัวไว้ในที่เด่นและหนังสือพิมพ์สำคัญหลายฉบับได้ลงพิมพ์รูปหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์บ้าง เป็นรูปถ่ายเล่นๆ ในเครื่องแต่งกายนักเล่นสกีก้าวลงจากรถยนต์ และบ้างก็ลงพิมพ์ที่เป็นภาพตั้งใจถ่ายจริง”
          หนังสือพิมพ์สตาร์ (STAR) ได้สัมภาษณ์หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในโลซานน์ โดยโทรศัพท์ทางไกลว่า ในระหว่างที่เธอศึกษาในชั้นสมบูรณ์ศึกษา (อุดมศึกษา) นั้น จะมีโอกาสเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวได้วันละประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงพระราชพิธีอภิเษกสมรสที่จะมีขึ้น และยังสัมภาษณ์ถึงเครื่องแต่งกายตามโบราณราชประเพณีของพระราชินีในอนาคตด้วย
          หนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทม์ (SUNDAY TIME) ในสิงคโปร์ ฉบับวันที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ ได้เสนอข่าวอย่างละเอียดถึงบุคคลที่จะเป็นพระราชินีของไทยว่า
          หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาอายุ ๑๗ ปี ของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ผู้มีสิริโฉมอันทรงเสน่ห์ ดวงเนตรดำขลับ มีความรักในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย พระชนมายุ ๒๑ พรรษา ซึ่งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้พบเห็นครั้งแรกเมื่อปีกว่านี้ และการหมั้นได้ถูกปกปิดเป็นความลับอยู่ระยะหนึ่ง
          “ฉันยังเด็กมาก และไม่เคยมีความรักมาก่อน” หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร กล่าว “มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”
          หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ยังไม่ทราบแน่ชัดในเรื่องการอภิเษกสมรส “เรายังไม่ได้ตกลงกัน” เธอบอก “แต่คาดว่าอาจจะเป็นในราวปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า”
          แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า การอภิเษกสมรสจะกระทำกันก่อนราชาภิเษก ซึ่งเคยเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสำเร็จการศึกษาเสียก่อน หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้ให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า “การอภิเษกสมรสจะกระทำอย่างง่ายๆ เพียงแต่จะมีการจดทะเบียนเท่านั้น จะไม่มีการทำพิธีรีตองอะไร แต่อาจจะมีการฉลองกันบ้างในระหว่างครอบครัว”
          ส่วนหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้เสนอข่าวว่า
          “หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นธิดาคนที่สามของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองประมาณ ๒ เดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานชื่อดังกล่าวให้ ซึ่งแปลว่า “ศรีแห่งตระกูล” และนิมิตอันนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอได้เป็นศรีแห่งตระกูลกิติยากรแล้วจริงๆ ก่อนเกิดประมาณ ๒ เดือน หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ต้องเสด็จไปรับตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร จึงอยู่ในความพิทักษ์ของพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพันธ์ ซึ่งเป็นพระบิดาของหม่อมหลวงบัว เพราะว่าหม่อมหลวงบัวต้องตามไปอยู่กับหม่อมเจ้านักขัตรมงคลที่กรุงวอชิงตันด้วย
          เมื่อม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร อายุได้ ๓ เดือนเท่านั้น ท่านตา เจ้าพระยาวงษานุประพันธ์เป็นพี่เลี้ยงดูมาด้วยความรักใคร่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็นหลานคนแรกที่เรียกท่านตาว่า “ตาจ๋า” ติดปาก ทุกคำ ในขณะที่หลานคนอื่นๆ เรียกด้วยความเคารพยำเกรงว่า “คุณตา”
          หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนราชินีและต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ ได้ย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังค์คอนแวนต์ ตำบลสามเสน ณ โรงเรียนนี้ นอกจากจะศึกษาวิชาธรรมดาแล้ว ยังเรียนเปียโนจนมีฝีมืออีกด้วย และเมื่อกลับไปบ้านยังได้รับการฝึกฝนวิชาการดนตรีจากหม่อมหลวงบัวผู้เป็นมารดาอีก ระหว่างที่อยู่โรงเรียนนี้มีเรื่องเล่ากันในระหว่างเพื่อนร่วมชั้นว่า
          วันหนึ่งในปีสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่อังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้เล่าให้เพื่อนร่วมชั้นฟังอย่างสนุกสนานว่า มีหมอดูคนหนึ่งได้ทำนายที่วังเสด็จพ่อว่า ต่อไปภายหน้า เธอจะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล และวันหนึ่งจะได้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นถึงพระราชินี เพื่อนๆ ที่ล้อมฟังต่างพากันชอบใจ และนับนั้นมาเพื่อนๆ ทั้งหลายก็ขนานนามว่า “ราชินีสิริกิติ์”
          ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกาศหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรเข้าจริงๆ อาจารย์โรงเรียนเซ็นต์ฟรังค์ผู้หนึ่งรำลึกถึงเรื่องนี้ได้ จึงพูดกับนักเรียนเพื่อนร่วมชั้นของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ว่า
          “เห็นไหมหละ ที่เธอพูดกันเล่นๆ น่ะ บัดนี้กลายเป็นความจริงขึ้นแล้ว”
          หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรนั้น เป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเป็น “ราชินีสิริกิติ์” ผู้เป็น “ศรีแห่งตระกูล” มาตั้งแต่ครั้งเรียนในโรงเรียนเซ็นต์ฟรังค์
          (จากพิมพ์ไทย ฉบับวันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓)

 

สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

          ก่อนวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส วันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฯ แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร วันอภิเษกสมรส ได้กำหนดจัดพระราชพิธีขึ้น ในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ก่อนวันราชาภิเษก ซึ่งมีหมายกำหนดการให้มีขึ้นในวันที่ ๔-๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
          พระราชพิธีอภิเษกสมรสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผ่านไปยังสำนักราชเลขาธิการในพระองค์ รับสั่งให้ นายควง อภัยวงศ์ ส.ส. พระนคร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ส.ส. พระนคร นายเกษม บุญศรี ส.ส. นครสวรรค์ และนายเสียง เหมะภูติ ส.ส. ระนอง เป็นผู้เข้าเฝ้าถวายน้ำมูรธาภิเษกในพระราชพิธีนี้ ในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ส่วนทางวุฒิสภานั้น ได้เลือกผู้แทนเข้าร่วมในพระราชพิธี ได้แก่ พระยาอุดมพงษ์เพ็ญ สวัสดิ์ พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร พลโทพระยาศรีศร ราชภักดี และพระยาอัคราชทรงสิริ
          สำหรับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระคู่หมั้นนั้น ได้รับความสนใจจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นอย่างมาก ต่างติดตามข่าวด้วยความสนใจอยู่ตลอดเวลา และได้พากันเสนอข่าวว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร จะเลือกสีประจำวันสีฟ้าสดสำหรับแต่งกายแบบไทย ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓
          พระราชพิธีอภิเษกสมรสนั้น ได้กำหนดพิธีอย่างละเอียดอย่างหนึ่งคือ เพื่อนเจ้าสาวต้องอุ้มไก่ขาว ถือไม้เท้าผีสิง และหญิงรูปงามอุ้มแมวสีสวาด และเชิญพระแสงศาตราวุธ โดยบรรดาเพื่อนเจ้าสาวนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเป็นผู้ทรงเลือก ซึ่งได้สาวงามทั้งสาม คือ
          ๑. หม่อมเจ้าหญิงเฟื่องฉัตรสุดา  ฉัตรไชย  พระธิดา  กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (เชิญไม้เท้าผีสิง)
          ๒. หม่อมเจ้าหญิงรังสีนภดล  ยุคล  พระธิดาของพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล  และ
๓. หม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม  วุฒิชัย  พระธิดากรมขุนสิงหวิกรมเกรียงไกร (ทั้งสององค์เชิญพระแสงศาตราวุธ)
          สำหรับเพื่อนสาวนั้น ได้แก่
          ๑. หม่อมราชวงศ์หญิงกิติวัฒนา  ไชยยันตร์  (หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี) พระธิดาของหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยยันตร์ เป็นผู้อุ้มแมวสีสวาด
          ๒. หม่อมราชวงศ์หญิงพวงแก้ว  ชุมพล  พระธิดาของหม่อมเจ้าอุปสีสาณ  ชุมพล  เป็นผู้เชิญพานพระศรี
          ๓. หม่อมราชวงศ์หญิงประสานศรี  ดิศกุล
          ๔. หม่อมราชวงศ์หญิงนิต้า  เกษมสันต์
          ๕. หม่อมราชวงศ์หญิงนิสารัตน์  เทวกุล
          ๖. หม่อมราชวงศ์หญิงในสกุล  เทวกุล


          ในราชาภิเษกสมรสนั้น ได้จัดพระราชพิธีขึ้นที่วังสระปทุม ในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของปวงชนชาวไทยทั่วพระราชอาณาจักร พิธีเฉลิมฉลองอย่างมโหฬารนั้น ได้แผ่ความอบอุ่นไปทั่วทุกแห่ง อาคารบ้านเรือนทุกแห่งดูเหมือนจะพร้อมใจกันตกแต่งประดับประดาไปด้วยธงทิวและดวงประทีปโคมไฟ ทำให้พระนครสว่างไสวด้วยความจงรักภักดีและยินดีในการที่มีพระราชินีแห่งราชอาณาจักรสยาม
          เวลา ๐๙.๓๐ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้เข้าสู่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ต่อพระพักตร์สมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งได้ดำเนินไปตามกฎหมาย โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดทะเบียนสมรส และได้โปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ลงนามในทะเบียน และตามด้วยหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบิดาทรงลงพระนามให้ความยินยอมการสมรสตามกฎหมาย เนื่องจากธิดายังไม่บรรลุนิติภาวะ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ราชสักขีลงนามเป็นการเสร็จพระราชพิธี
          สมุดทะเบียนสมรสนั้นจัดทำโดยบริษัทคณะช่าง ปกทำด้วยหนังแกะแท้สีเหลือง ดุนปกนูนให้นุ่ม มีพระครุฑพาห์สีแดงอยู่เหนือตัวอักษรเดินทอง สันปกหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาล ภายใต้เล่มนั้นมีกระดาษที่เป็นทะเบียนสมรสอยู่แผ่นเดียว สมุดทะเบียนนี้จัดทำเป็นตัวจริงเล่มหนึ่งและสำเนาเล่มหนึ่ง
          ต่อจากพิธีจดทะเบียนสมรสแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปประทับยังห้องพระราชพิธีบนพระตำหนักพร้อมด้วยหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่ง ณ ที่นั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จออกและถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระองค์แรก แล้วจึงได้ทรงรดน้ำพระพุทธมนต์หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เช่นเดียวกัน
          ในวาระอันเป็นมงคลนั้น อาลักษณ์ได้อ่านประกาศพระบรมราชโองการ สถาปนาพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ดังมีความประกาศดังนี้
          สถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นราชินี
            มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
            ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
            ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
            จอมพล ป. พิบูลสงคราม
            นายกรัฐมนตรี
          ในงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณีนั้น พระบรมวงศานุวงศ์และพระประยูรญาติใกล้ชิด ได้ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี สำหรับของที่ระลึกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานตอบแทนนั้น คือ กล่องเงินขนาดเล็กที่มีพระปรมาภิไธยคู่ปรากฏอยู่บนกล่องเงินนั้น
          เมื่อพระราชพิธีที่วังสระปทุมเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออก ณ มหาสมาคมในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
          เวลา ๑๖.๑๐ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี เสด็จออกประทับเหนือพระราชอาสน์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณมหินทรพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
          บริเวณพระบรมมหาราชวังในวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนั้น ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. เป็นต้นมา ได้เนืองแน่นไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการในชุดเครื่องแบบเต็มยศ สำหรับสุภาพสตรีแต่งเครื่องยศชุดไหมสำหรับเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่งการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทนั้น ได้แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ส่วนข้าราชการและคณะทูตานุทูต เข้าเฝ้าที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในฉลองพระองค์ชุดจอมพลเรือนั้น มีพระพักตร์สดชื่นแจ่มใส ทรงพระสรวลเล็กน้อยกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องยศจอมพล สวมเสื้อคลุมที่ขลิบคอและแขวนด้วยตาดทอง
          สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์นั้น ทรงฉลองพระองค์ชุดสีฟ้าอ่อน กระโปรงแบบไทยเป็นผ้ายกพื้นสีฟ้า ยกดิ้นเงินยาวครอบพระบาท ซึ่งสวมอยู่ในรองพระบาทสีเงิน ฉลองพระองค์นั้นเป็นต่วนพันนิ่มสีเดียวกันยาวรัดที่ข้อพระหัตถ์ทั้งสองข้าง มีปกประดับด้วยดิ้นเงิน ทรงประดับพระวรกายด้วยเครื่องอาภรณ์เพชร ได้แก่ ต่างพระกรรณเพชรห้อยระย้ายามประพระอังษะ สร้อยพระศอเพชรสำหรับพระราชินี สายสะพายเหลือง ประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหามงกุฎไทยและบรมวงศ์จักรี เพชรทั้งคู่นั้น ซ่อมแซมเป็นจำนวนเงิน ๔๘๐,๐๐๐ บาท ที่ข้อพระหัตถ์ทั้งสองประดับด้วยทองพระกรเพชรขนาดเล็ก ๑ วง และขนาดใหญ่ ๑ วง ส่วนข้อพระหัตถ์ซ้ายเหนือทองพระกรทั้ง ๒ เป็นนาฬิกาเรือนจิ๋วสายเพชร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือกระเป๋าสีเงินประดับเพชรแวววาว
          สมเด็จพระราชินีทรงพระสรวลและทอดพระเนตรไปยังข้าราชการที่เฝ้าอยู่ โดยมีข้าราชบริพารติดตาม อาทิ หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร และหม่อมหลวงมณีรัตน์ ซึ่งเป็นน้องสาวของหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระมารดา
          ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณมหินทรพิมานในพระบรมมหาราชวังนั้น เจ้าพนักงานได้จัดพระราชอาสน์คู่ไว้ทางด้านตะวันตก มีพระขันหมาก พระแสงปืนตั้งบนโต๊ะ พระแสงง้าวประดับพระเก้าอี้เบื้องขวาของพระราชอาสน์ จัดที่ประทับไว้ ๔ ที่ ทางเบื้องซ้ายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ถัดมาเป็นพระเก้าอี้ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ถัดไปเบื้องหลังพระเก้าอี้ทั้งสองฟากของท้องพระโรง จัดเก้าอี้เป็น ๒ แถว เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในและฝ่ายหน้า
          ครั้นได้เวลาศุภฤกษ์ดิถีมงคลสมัย เวลา ๑๖.๑๐ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีได้เสด็จออกประทับเหนือพระราชอาสน์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณมหินทรพิมาน พระบรมวงศานุวงศ์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ทรงรับฉันทานุมัติจากพระบรมวงศาสนุวงศ์ กราบถวายบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในการที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ว่า
          ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
            ในศุภวารดิถีมงคลสมัยที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ข้าพระพุทธเจ้า บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย ต่างพากันปลาบปลื้มปีติโสมนัสด้วยความจงรักภักดีที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นพลเทพแห่งพระราชจักรีวงศ์ ได้ทรงเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาท ร่วมทุกข์ร่วมสุข แบ่งเบาพระราชภาระในภายภาคหน้า
            ข้าพระพุทธเจ้าและมวลสมาชิกแห่งพระราชจักรีวงศ์ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายพระพรชัยมงคลต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชินี ขอให้ทรงพระเจริญด้วยพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญปราศจากสรรพโรคาพาธภัยพิบัติ จงประสบสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ขอให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสมเด็จพระราชินีเสด็จสถิตเป็นศรีแก่พระราชจักรีวงศ์ชั่วกาลนาน
          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า
          “หม่อมฉันและสมเด็จพระราชินีขอขอบพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย ที่ทรงอำนวยพรในการที่ได้ประกอบพิธีราชาภิเษกในวันนี้ หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งในความอารีที่ทรงมีต่อหม่อมฉัน ขอพระบรมวงศานุวงศ์จงทรงพระเจริญสวัสดีทุกพระองค์”
          เมื่อจบพระราชดำรัสแล้ว สมเด็จพระราชินีเสด็จออกพระที่นั่งวินิจฉัยมไหศวรรย์พิมาน โดยสถานอุตราภิมุข เจ้าพนักงานประโคมแตรและมโหระทึก กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในการที่ได้ทรงประกอบการพระราชพิธีอภิเษกสมรสให้ผู้ที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในมหาสมาคมได้ทราบเกล้าทราบกระหม่อมว่า
          ท่านทั้งหลาย
            ข้าพเจ้าได้เชิญท่านทั้งหลายมาประชุมครั้งนี้เพื่อที่จะแจ้งให้ทราบว่า ข้าพเจ้าได้ประกอบการพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ธิดาหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ตามกฎหมายและประเพณีแล้วเมื่อเช้าวานนี้ ณ พระตำหนักของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในวังสมเด็จพระราชบิดา ตำบลปทุมวัน เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าซึ่งได้ประทับเป็นประธาน พร้อมด้วยพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ในสภาทั้งสอง และในรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนท้องถิ่น ดังได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว
          จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับฉันทานุมัติจากผู้ซึ่งได้ไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในมหาสมาคมนั้น กราบถวายบังคมทูลพระกรุณาแสดงความชื่นชมยินดีและถวายพระพรชัยมงคลดังนี้
            ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
            ในมหามงคลสมัยที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์แล้วนั้น
            ข้าพระพุทธเจ้าในนามข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลายและผู้ซึ่งได้มาชุมนุมเฝ้า ณ มหาสมาคมนี้ รู้สึกปลาบปลื้มและชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายพระพรชัยมงคล ขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับทั้งสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ จงทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นมิ่งขวัญแก่ประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย
            ขอจงพ้นจากสรรพอุปัทวันตราย มีพระราชประสงค์จำนงหมายในสิ่งใด จงบรรลุผลสำเร็จสมดังคำสัตยาธิษฐานนี้ทุกประการ
            ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
          จากนั้นเวลา ๑๖.๓๐ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเสด็จขึ้น เจ้าพนักงานประโคมแตรและมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
          ก่อนหน้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสในครั้งนี้ นายเอ็ดวิน เอฟ. แสตนตัน เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำกรุงเทพฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเมื่อเช้าวันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ครั้งนั้นเอกอัครราชทูตอเมริกันได้กราบบังคมทูลว่า ประธานาธิบดีทรูแมน แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยประชาชนชาวอเมริกัน ได้มีความปรารถนาจะได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชสมบัติยิ่งยืนนาน และทรงนำประชาราษฎร์ไปสู่ความไพบูลย์รุ่งเรือง อันจะเป็นการนำสันติภาพและความพึงพอใจมาสู่พสกนิกรไทย
          พร้อมกันนั้น นายเอ็ดวิน เอฟ. แสตนตัน เอกอัครราชทูตได้นำของขวัญจากประธานาธิบดีทรูแมนที่ส่งมาทางเครื่องบินของสายการบิน PAN AMERICAN AIRWAYS คือ ตู้เครื่องรับวิทยุ พร้อมด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง อันประกอบด้วย ELECTRONIC แบบใหม่ทันสมัย ทำให้สามารถรับวิทยุและเล่นแผ่นเสียงได้ดีที่สุดในขณะนั้น ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          เครื่องรับวิทยุเครื่องนี้ทำด้วยไม้สีบรอนซ์จากอเมริกา มีแผ่นโลหะจารึกบนเครื่องรับนี้ว่า
          “แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จากแฮรี่ ทรูแมน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”
          เครื่องรับวิทยุนี้ต่อมาได้นำมาจัดใช้ในกิจการสถานีวิทยุสวนอัมพร เป็นสื่อทันสมัยจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์

 

เสด็จประพาสหัวหิน

          หลังจากวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสวันเดียว ในวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เสด็จไปพักผ่อนพระราชอิริยาบถที่หัวหินก่อนที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๔-๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
          จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ให้กระทรวงคมนาคมจัดขบวนรถไฟขบวนพิเศษถวาย และสำนักพระราชวังได้รับผิดชอบในการจัดการการเสด็จประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถที่หัวหินโดยตลอด ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระราชินี เสด็จประพาสโดยขบวนรถไฟพระที่นั่งให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี
          กล่าวคือ เมื่อเวลา ๐๘.๐๐ น. เช้าวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ในกรุงเทพฯ นั้น ถนนสายกรุงเทพ-ธนบุรี ตั้งแต่สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ลงไปจนถึงสถานีรถไฟบางกอกน้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนถวายอารักขาเรียงรายไปตลอดแนว เพื่อจัดขบวนเสด็จของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระราชินีเสด็จโดยรถยนต์ไปยังสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งสองข้างทางนั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ประชาชนชาวไทยพากันมาจากทุกสารทิศจนแน่นขนัด เพื่อที่จะเฝ้าชื่นชมพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ซึ่งตามรายทางเสด็จนั้น มีโต๊ะหมู่บูชาของชาวอิสลามเจริญพาสน์ และสถานนี้ตำรวจบางกอกน้อย โดยเฉพาะบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อย ประชาชนพากันมาเฝ้ากันอย่างแออัดหนาแน่นมากกว่าที่อื่นๆ ต่างคอยเฝ้าชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. จนถึง ๑๑.๓๐ น.
          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ได้เสด็จประทับรถพระที่นั่งคันเดียวกัน โดยมีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จประทับร่วมมาส่งเสด็จด้วย เมื่อทั้งสามพระองค์เสด็จพระราชดำเนินตามรายทางนั้น ทุกพระองค์ทรงมีพระพักตร์ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา สร้างความปลื้มปีติยินดีแก่พสกนิกรจนลืมความร้อนที่เฝ้ารอการเสด็จมาช้านาน สมเด็จพระราชินีทรงแย้มสรวลด้วยความสดชื่นและใกล้ชิดกับประชาชนที่เฝ้าชื่นชมพระสิริโฉมอันงดงาม จนประชาชนเหล่านั้นต่างพากันส่งเสียงไชโยไปทั่วบริเวณนั้น
          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์จอมทัพอากาศ สมเด็จพระราชินีทรงฉลองพระองค์สีแดงเลือดนกประดับระบายลูกไม้สีขาว โดยมีเจ้าพนักงานกั้นกลดสีเหลืองถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกั้นกลดสีเขียวถวายแด่สมเด็จพระราชินี
          ทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นประทับบนสถานี โดยมีพลโทหลวงเสรี เริงฤทธิ์ อธิบดีกรมรถไฟเข้าเฝ้าทูลละอองถวายรายงานแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ได้จัดพระราชพาหนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระกระแสรับสั่ง ขอบใจ แล้วเสด็จไปยังขบวนรถไฟ
          เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นประทับบนรถไฟพระที่นั่งเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาถนเรนทร และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ได้เสด็จขึ้นไปส่งเสด็จและได้ทรงสนทนากันบนรถไฟพระที่นั่ง เมื่อรถไฟจะเคลื่อนขบวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีถวายความเครารพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร แล้วสมเด็จพระราชินีทรงถวายความเครารพสมเด็จพระพี่นางฯ สมเด็จพระพี่นางฯ ได้ทรงสัมผัสพระหัตถ์กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายพระพร แล้วจึงเสด็จลงจากรถไฟพระที่นั่ง
          หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร ซึ่งขึ้นไปส่งเสด็จบนรถไฟพระที่นั่งเช่นกันนั้น ได้ถวายจุมพิตพระปรางสมเด็จพระราชินี พร้อมกับกระซิบเบาๆ ที่ข้างพระกรรณสมเด็จพระราชินี ทรงพระสรวลเบาๆ แล้วหม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร จึงลงจากรถไฟพระที่นั่งขบวนนั้น
          เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนจากสถานีรถไฟบางกอกน้อยนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ทรงเยี่ยมพระพักตร์ออกมานอกหน้าต่างรถไฟพระที่นั่ง ทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่พระญาติพระวงศ์ที่ไปส่งเสด็จ และประชาชนที่พากันไปเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่น
          ในวาระนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้พากันเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกคนพากันปลื้มปีติยินดีและชื่นชมพระบารมีอยู่เซ็งแซ่ จนเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ที่อดทนยืนรักษาแนวคลื่นประชาชนมาตลอดสามชั่วโมงนั้นก็ไม่สามารถจะทำหน้าที่ต่อไปได้อีก บรรดาประชาชนที่เฝ้าแหนอยู่นั้น ต่างพากันแตกฮือวิ่งกรูเข้าไปยังหน้าต่างรถไฟตรงที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ พร้อมกับพากันส่งเสียงร้องไชโยโห่ร้องระเบ็งขึ้นอย่างเซ็งแซ่จนกระทั่งขบวนรถไฟพระที่นั่งแล่นหายลับตาไปในที่สุด

 

Copyright © 2010 KMUTNB
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
1518 ถ.พิบูลสงคราม แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทรศัพท์ +66 2 913-2500 โทรสาร +66 2 587-4350